โรคไข้อีดำอีแดง คืออะไร
โรคไข้อีดำอีแดง (Scarlet Fever หรือ Scarlatina) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโตคอคคัสชนิดเอ (Streptococus Group A) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกันกับเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการต่อมทอนซิลอักเสบ โรคติดเชื้อทางผิวหนัง หรือโรคหัวใจรูมาติก แต่โรคที่เกิดจากเชื้อชนิดนี้จะมีอาการไม่รุนแรง นอกจากนี้ยังมีการพบอีกว่าไข้อีดำอีแดง นั้นมักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนเสียเป็นส่วนใหญ่อีกด้วย สาเหตุของการติดต่อกันของโรคก็เนื่องมาจากการไอและจามรดกัน
เมื่อผู้ป่วยรับเอาเชื้อสเตรปโตคอคคัสชนิดเอเข้าไปแล้ว จะเริ่มมีอาการเจ็บคอ ปวดศีรษะ และมีไข้สูงประมาณ 1 - 2 วัน จากนั้นจะมีผื่นแดงขึ้นที่รอบคอ ตัว และบริเวณตามแขนและขา เป็นผื่นสีแดงจัด โดยเฉพาะบริเวณข้อพับต่าง ๆ เช่น ข้อศอก รักแร้ ขาพับ รอบ ๆ ผื่นจะมีสีจาง ผิวหนังนูนคล้ายเวลาขนลุก เมื่อใช้มือลูบจะรู้สึกสาก ๆ
โรคไข้อีดำอีแดงนั้นสามารถเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดกับเด็กในวัย 5-15 ปี ที่ได้รับสารอาหารไม่ครบ ทำให้ขาดภูมิคุ้มกันร่างกายที่แข็งแรง นอกจากนี้ผู้ที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัดก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้ออีกด้วย
ไข้อีดำอีแดงกับอาการแทรกซ้อนที่ควรระวัง
ไข้อีดำอีแดงเป็นโรคที่ไม่มีอาการร้ายแรงจนเป็นอันตราย แต่หากได้รับการรักษาที่ไม่ดีพอ เชื้อแบคทีเรียก็อาจจะลุกลามเข้าสู่ไปในหูชั้นกลางจนทำให้เกิดการอักเสบ หรือลามไปยังบริเวณใกล้เคียงต่าง ๆ ทำให้เกิดต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ จมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ ฝีในต่อมทอนซิล ปอดอักเสบ หรือเชื้ออาจจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดข้ออักเสบเฉียบพลัน กระดูกอักเสบ หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้
ไม่เพียงเท่านั้นเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสชนิดเอ ยังอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอย่างเช่น ไข้รูมาติก ที่เป็นสาเหตุของอาการบวม เหนื่อยง่าย ลิ้นหัวใจรั่ว หรือบวมตามข้อ บางรายอาจะร้ายแรงถึงขั้นต้องทำการผ่าตัดลิ้นหัวใจหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจเลยก็มี
วิธีการรักษาไข้อีดำอีแดง
การรักษาไข้อีดำอีแดงที่ดีที่สุดคือการใช้ยาฆ่าเชื้ออย่าง เพนนิซิลลิน-วี (Penicillin V) ติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน ควรพักผ่อนมาก ๆ รับประทานอาหารอ่อน ๆ และควรดื่มน้ำมาก ๆ นอกจากนี้ยังควรกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ เพื่อลดอาการอักเสบภายในคอ ทั้งนี้หากผู้ป่วยเป็นเด็กเล็ก ก็ควรที่จะระมัดระวังอาการชักจากอาการไข้ และควรใช้ยาลดไข้ร่วมกับยากันชักในเด็กเล็กที่มีประวัติว่ามีอาการชักด้วย
การรักษาไข้อีดำอีแดงที่ดีที่สุดคือการใช้ยาฆ่าเชื้ออย่าง เพนนิซิลลิน-วี (Penicillin V) ติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน ควรพักผ่อนมาก ๆ รับประทานอาหารอ่อน ๆ และควรดื่มน้ำมาก ๆ นอกจากนี้ยังควรกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ เพื่อลดอาการอักเสบภายในคอ ทั้งนี้หากผู้ป่วยเป็นเด็กเล็ก ก็ควรที่จะระมัดระวังอาการชักจากอาการไข้ และควรใช้ยาลดไข้ร่วมกับยากันชักในเด็กเล็กที่มีประวัติว่ามีอาการชักด้วย
ไข้อีดำอีแดง ป้องกันได้ด้วยวิธีเหล่านี้
วิธีป้องกันโรคไข้อีดำอีแดงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำ เพราะปัจจุบันนี้ยังไม่มีวัคซีนที่ช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสชนิดเอ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปที่จะติดเชื้อหากไม่ระมัดระวัง ซึ่งวิธีป้องกันโรคอีดำอีแดงมีดังต่อไปนี้ค่ะ
- พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคไข้อีดำอีแดง หากต้องเข้าใกล้ผู้ป่วยควรสวมผ้าปิดปากทุกครั้ง
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลล้างมือ
- ไม่ควรใช้ของร่วมกับคนเล่นไฮโลโดยเฉพาะของใช้ส่วนตัวต่าง ๆ เพื่อป้องกันการติดต่อกันของเชื้อแบคทีเรีย
- ควรแยกผู้ป่วยโดยเฉพาะเด็กเล็กออกจากเด็กที่มีอาการปกติ เพื่อป้องการแพร่กระจายของเชื้อ รวมทั้งสอนวิธีการป้องกันการติดต่อของโรคให้แก่เด็ก
วิธีป้องกันโรคไข้อีดำอีแดงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำ เพราะปัจจุบันนี้ยังไม่มีวัคซีนที่ช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสชนิดเอ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปที่จะติดเชื้อหากไม่ระมัดระวัง ซึ่งวิธีป้องกันโรคอีดำอีแดงมีดังต่อไปนี้ค่ะ
- พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคไข้อีดำอีแดง หากต้องเข้าใกล้ผู้ป่วยควรสวมผ้าปิดปากทุกครั้ง
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลล้างมือ
- ไม่ควรใช้ของร่วมกับคนเล่นไฮโลโดยเฉพาะของใช้ส่วนตัวต่าง ๆ เพื่อป้องกันการติดต่อกันของเชื้อแบคทีเรีย
- ควรแยกผู้ป่วยโดยเฉพาะเด็กเล็กออกจากเด็กที่มีอาการปกติ เพื่อป้องการแพร่กระจายของเชื้อ รวมทั้งสอนวิธีการป้องกันการติดต่อของโรคให้แก่เด็ก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น